วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตำนานดอกกุหลาบ





              กุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกไว้ชื่นชมมาแต่โบราณประมาณกันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้วเคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบใน รัฐโคโลราโด และ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้พิสูจน์ว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่าสมัยโลกล้านปีนี้ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่างๆ มากมาย
             ความจริงแล้วกำเนิดของกุหลาบหรือกุหลาบป่านี้มีเฉพาะในแถบบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรของโลกเท่านั้นคือกำเนิดในภาคกลางของทวีปเอเชีย แล้วแพร่ขยายพันธุ์ไปตลอดซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัดอย่าง อาร์กติก อลาสก้า ไซบีเรีย หรือแถบอากาศร้อนอย่าง อินเดีย แอฟริกาเหนือ แต่ในบริเวณแถบใต้เส้นศูนย์สูตรอย่างทวีปออสเตรเลีย หรือเกาะต่างๆ รวมทั้งแอฟริกาใต้ ไม่เคยปรากฏว่ามีกุหลาบป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย


         
                ตามประวัติศาสตร์เล่าว่ากุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรด์จีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย

  ตำนานดอกกุหลาบในไทย


                                


                     กุหลาบเข้ามาเมืองไทยสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด แต่จากบันทึกของ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกไว้ว่าได้เห็นกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา และที่แน่นอนอีกแห่งก็คือ ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร กล่าวถึงกุหลาบไว้ว่า
                                 " กุหลาบกลิ่นเฟื่องฟุ้ง                                     เนืองนอง
                                 หอมรื่นชื่นชมสอง                                           สังวาส
                                 นึกกระทงใส่พานทอง                                      ก่ำเก้า
                                 หยิบรอจมูกเจ้า                                                บ่ายหน้าเบือนเสีย "

         อีกหนึ่งตำนาน  มัทนะพาธาเป็นบทละครพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ที่เล่าถึงคำนานดอกกุหลาบว่า
          ในสมัยอดีตกาล จอมเทพสุเทษณ์เป็นเทพผู้ใหญ่บนสรวงสวรรค์ เป็นทุกข์อยู่ด้วยความลุ่มหลงเทพธิดามัทนา แม้จิตระรถผู้สารถีคู่บารมีจะนำรูปของเทพเทวีผู้เลอโฉมหลายต่อหลายองค์มาถวายให้เลือกชม สุเทษณ์ก็มิสนใจไยดี จิตระรถจึงนำมายาวินวิทยาธรมาเฝ้า สุเทษณ์ให้มายาวินใช้เวทมนตร์เรียกนางมัทนามาหา เมื่อมาแล้วนางมัทนาก็เหม่อลอยมิมีสติสมบูรณ์เพราะตกอยู่ในฤทธิ์มนตรา           สุเทษณ์มิต้องการได้นางด้วยวิธีเยี่ยงนั้น จึงให้มายาวินคลายมนตร์ แต่ครั้นได้สติแล้ว นางมัทนาก็ปฏิเสธว่ามิมีจิตเสน่หาตอบด้วยมิว่าสุเทษณ์จะเกี้ยวพาและรำพันรักอย่างไร  สุเทษณ์โกรธนักจึงจะสาปมัทนาให้ไปเกิดในโลกมนุษย์

       มัทนาขอให้นางได้ไปเกิดเป็นดอกไม้มีกลิ่นหอมเพื่อให้มีประโยชน์บ้าง สุเทษณ์จึงสาปมัทนาให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบที่งามทั้งกลิ่นทั้งรูป และมีแต่เฉพาะบนสวรรค์ยังไม่เคยมีบนโลกมนุษย์ โดยที่ในทุกๆ 1 เดือน นางมัทนาจะกลายร่างเป็นคนได้ชั่ว 1 วัน 1 คืน ในเฉพาะวันเพ็ญของแต่ละเดือนเท่านั้น และถ้านางมีความรักเมื่อใด นางก็จะมิต้องคืนรูปเป็นกุหลาบอีก แต่นางจะได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความรักจนมิอาจทนอยู่ได้ และเมือนั้นถ้านางอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ ตนจึงจะงดโทษทัณฑ์นี้ให้แก่นาง

     นางมัทนาไปจุติเป็น ดอกกุหลาบ (ดอกกุพชกะ) อยู่ในป่าหิมะวัน สุเทษณ์กำหนดว่า  นางจะกลายร่างจากดอกกุหลาบเป็นมนุษย์เฉพาะวันเพ็ญเพียงวันเดียวและคืนเดียวเท่านั้น  ต่อเมื่อมีความรักจึงจะพ้นสภาพจากเป็นดอกไม้  และนางจะต้องมีทุกข์เพราะความรัก  เมื่อถึงเวลานั้นให้นางวิงวอนต่อพระองค์ พระองค์จะลงมาช่วย 
            ณ ป่าหิมะวัน บรรดาศิษย์ของฤษีนามกาละทรรศินมาพบเข้า จึงนำความไปบอกพระอาจารย์ กาละทรรศินจึงให้ขุดไปปลูกในบริเวณอาศรมของตน ในขณะที่จะทำการขุดก็มีเสียงผู้หญิงร้อง กาละทรรศินเล็งญาณดูก็รู้ว่าเป็นเทพธิดามาจุติ จึงได้เอ่ยเชิญและสัญญาว่าจะคอยดูแลปกป้องสืบไป เมื่อนั้นการจึงสำเร็จด้วยดี

               วันเพ็ญในเดือนหนึ่งท้าวชัยเสนกษัตริย์แห่งหัสตินาปุระได้เสด็จออกล่าสัตว์ในป่าหิมะวันและได้แวะมาพักที่อาศรมพระฤๅษี ครั้นได้เห็นนางมัทนาในโฉมของนารีผู้งดงามก็ถึงกับตะลึงและตกหลุมรัก จนถึงกับรับสั่งให้มหาดเล็กปลูกพลับพลาพักแรมไว้ใกล้อาศรมนั้นทันที 

       ท้าวชัยเสนรำพันถึงความรักลึกซึ้งที่มีต่อนางมัทนา ครั้นเมื่อนางมัทนาออกมาที่ลานหน้าอาศรมก็มิเห็นผู้ใด ด้วยเพราะท้าวชัยเสนหลบไปแฝงอยู่หลังกอไม้ นางมัทนาได้พรรณาถึงความรักที่เกิดขึ้นในใจอย่างท่วมท้น ท้าวชัยเสนได้สดับฟังทุกถ้อยความจึงเผยตัวออกมาทั้งสองจึงกล่าวถึงความรู้สึกอันล้ำลึกในใจที่ตรงกันจนเข้าใจในรักที่มีต่อกัน จากค่ำคืนถึงยามรุ่งอรุณ ท้าวชัยเสนจึงทรงประกาศหมั้นและคำสัญญารัก ณ ริมฝั่งลำธารใกล้อาศรมนั้น

          เมื่อมีความรักแล้ว นางมัทนาก็ยังคงรูปเป็นนารีผู้งดงาม มิต้องกลายรูปเป็นกุหลาบอีก ท้าวชัยเสนได้ทูลขอนางมัทนา พระฤษีก็ยกให้โดยให้จัดพิธีบูชาทวยเทพและพิธีวิวาหมงคลในป่านั้นเสียก่อน

       ท้าวชัยเสนเสด็จกลับวังหลายเพลาแล้วแต่ก็มิได้เสด็จไปยังพระตำหนักข้างในด้วยว่ายังทรงประทับอยู่แต่ในอุทยาน พระนางจัณฑี มเหสีให้นางกำนัลมาสืบดูจนรู้ว่าพระสวามีนำสาวชาวป่ามาด้วย จึงตามมาพบท้าวชัยเสนกำลังอยู่กับนางมัทนาพอดี เมื่อพระนางจัณฑีเจรจาค่อนขอดดูหมิ่นนางมัทนา ท้าวชัยเสนก็กริ้วและทรงดุด่าว่าเป็นมเหสีผู้ริษยา

         พระนางจัณฑีแค้นใจนัก ให้คนไปทูลฟ้องพระบิดาผู้เป็นเจ้าแห่งมคธนครให้ยกทัพมาทำศึกกับท้าวชัยเสน จากนั้นก็คบคิดกับนางค่อมอราลีและวิทูรพราหมณ์หมอเสน่ห์ ทำอุบายกลั่นแกล้งนางมัทนาโดยส่งหนังสือไปทูลท้าวชัยเสนว่านางมัทนาป่วย ครั้นเมื่อท้าวชัยเสนรีบเสด็จกลับมาเยี่ยมนางมัทนา ก็กลับพบหมอพราหมณ์กำลังทำพิธีอยู่ใกล้ๆต้นกุหลาบ วิทูรกับนางเกศินีข้าหลวงของนางจัณฑีจึงทูลใส่ความว่านางมัทนาให้ทำเสน่ห์เพื่อให้ได้ร่วมชื่นชูสมสู่กับศุภางค์ ท้าวชัยเสนกริ้วนัก รับสั่งให้ศุภางค์ประหารนางมัทนาแต่ศุภางค์ไม่ยอม ท้าวชัยเสนจึงสั่งประหารทั้งคู่

         พระนางจัณฑีได้ช่องรีบเข้ามาทูลว่าตนจะอาสาออกไปห้ามศึกพระบิดาซึ่งคงเข้าใจผิดว่านางกับท้าวชัยเสนนั้นบาดหมางกัน แต่ท้าวชัยเสนตรัสว่าทรงรู้ทันอุบายของนางที่คิดก่อศึกแล้วจะห้ามศึกเอง พระองค์จะขอออกทำศึกอีกคราแล้วตัดหัวกษัตริย์มคธพ่อตาเอามาให้นางผู้ขบถต่อสวามีตนเอง 

        ขณะตั้งค่ายรบอยู่ที่นอกเมือง วิทูรพรหมณ์เฒ่าได้มาขอเข้าเฝ้าท้าวชัยเสน เพื่อสารภาพความทั้งปวงว่าพระนางจัณฑีเป็นผู้วางแผนการร้าย ซึ่งในที่สุดแล้วตนสำนึกผิดและละอายต่อบาปที่เป้นเหตุให้คนบริสุทธิ์ต้องได้รับโทษประหาร ท้าวชัยเสนทราบความจริงแล้วคั่งแค้นจนดำริจะแทงตนเองให้ตาย แต่อำมาตย์นันทิวรรธนะเข้าห้ามไว้ทันและสารภาพว่าในคืนเกิดเหตุนั้นตนละเมิดคำสั่ง มิได้ประหารศุภางค์และนางมัทนา หากแต่ได้ปล่อยเข้าป่าไป ซึ่งนางมัทนานั้นได้โสมะทัตศิษญ์เอกของฤษีกาละทรรศินนำพากลับสู่อาศรมเดิม แต่ศุภางค์นั้นแฝงกลับเข้าไปร่วมกับกองทัพแล้วออกต่อสู้กับข้าสึกจนตัวตาย ท้าวชัยเสนจึงรับสั่งให้ประหารท้าวมคธที่ถูกจับมาเป็นเชลยไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ส่วนพระนางจัณฑีมเหสีนั้นทรงให้เนรเทศออกนอกพระนคร ด้วยทรงเห็นว่าอันนารีผู้มีใจมุ่งร้ายต่อผู้เป็นสามีก็คงต้องแพ้ภัยตนเอง มิอาจอยู่เป็นสุขได้นานแน่

              ฝ่ายนางมัทนานั้นได้ทำพิธีบูชาเทพและวอนขอร้องให้สุเทษณ์จอมเทพช่วยนางด้วย สุเทษณ์นั้นก็ยินดีจะแก้คำสาปและรับนางเป็นมเหสี แต่นางมัทนาก็ยังคงปฏิเสธและว่าอันนารีจะมีสองสามีได้อย่างไร สุเทษณ์เห็นว่านางมัทนายังคงปฏิเสธความรักของตนจึงกริ้วนักสาปส่งให้นางมัทนาเป็นดอกกุหลาบไปตลอดกาล มิอาจกลายร่างเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป

          เมื่อท้าวชัยเสนตามมาถึงในป่า นางปริยัมวะทาที่ตามมาปรนนิบัติดูแลนางมัทนาด้วยก็ทูลเล่าความทั้งสิ้นให้ทรงทราบ ท้าวชัยเสนจึงร้องร่ำให้ด้วยความอาลัยรักแล้วขอให้พระฤษีช่วย โดยใช้มนตราและกล่าวเชิญนางมัทนาให้ยินยอมกลับเข้าไปยังเวียงวังกับตนอีกครา 

          เมื่อพระฤษีทำพิธีแล้ว ท้าวชัยเสนก็รำพันถึงความหลงผิดและความรักที่มีต่อนางมัทนาให้ต้นกุหลาบได้รับรู้ จากนั้นจึงสามารถขุดต้นกุหลาบได้สำเร็จ ท้าวชัยเสนได้นำต้นกุหลาบขึ้นวอทองเพื่อนำกลับไปปลูกในอุทยาน และขอให้ฤๅษีกาละทรรศินให้พรวิเศษว่ากุหลาบจะยังคงงดงามมิโรยราตราบจนกว่าตัวพระองค์เองจะสิ้นอายุขัย พระฤษีก็อวยพรให้ดังใจ และประสิทธิประสาทพรให้กุหลาบนั้นดำรงอยู่คู่โลกนี้มิมีสูญพันธ์ อีกทั้งยังเป็นไม้ดอกที่กลิ่นอันหอมหวานสามารถช่วยดับทุกข์ในใจคนและดลบันดาลให้จิตใจเบิกบานเป็นสุขได้ ชาย-หญิง เมื่อมีรักก็จักใช้ดอกกุหลาบเป็นสัญญลักษณ์แห่งความรักแท้สืบต่อไป                                                       

 คำประพันธ์อันคุ้นหู

ตำนานดอกกุหลาบในต่างประเทศ

กุหลาบเกิดจากการชุมนุมของบรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่   ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมีเซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพอพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa

     จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพอีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบ นี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างหนึ่ง 
              กุหลาบกลายเป็นของขวัญ ของกำนัลสำหรับการแสดงความรัก และมักจะมีผู้เปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นเสมือนดอกกุหลาบ และผู้หญิงคนแรกสมญาว่าเป็นผู้หญิงงามเสมือนดอกกุหลาบคือ พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งพระนางยังได้เคยต้อนรับ มาร์ค แอนโทนี คนรักของพระนาง ในห้องซึ่งโรยด้วยดอกกุหลาบหนาถึง 18 นิ้ว หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นกุหลาบ




: ) อันนี้แถมค่ะ เพื่อนๆเคยเห็นกันหรือยังค่ะ 




มัทนะพาธาเป็นบทละครพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ที่เล่าถึงตำนานดอกกุหลาบว่า
             กุหลาบสายพันธุ์แบล็กโรส หรือ กุหลาบดำที่โครงการหลวงใช้เวลาในการขยายพันธุ์กว่า 10 ปีจึงสำเร็จ มีความโดดเด่นเรื่องสี
สายพันธุ์แบล็กโรส หรือกุหลาบดำ ซึ่งเป็นกลุ่มกุหลาบสีดำ มี 4 ชนิด คือ แบล็กบัคคาร่า ขนาดดอก 2-3 นิ้ว แบล็กเมจิก ขนาดดอก 4-6 นิ้ว แบล็กบิวตี้ ขนาดดอก 4-6 นิ้ว บัคคาโร ขนาดดอก 3-4 นิ้ว ปัจจุบันมีปลูกอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และโครงการหลวงทุ่งเริง ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เหมาะสมกับการปลูกกุหลาบพันธุ์นี้ รวมทั้งผ่านการพัฒนาสายพันธุ์มาประมาณ 15 ปี จึงได้สายพันธุ์อย่างที่ต้องการเหมาะสมกับสภาพอากาศภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม กุหลาบสายพันธุ์นี้เป็นกุหลาบสีแปลก และมีความพิเศษไม่เหมือนดอกกุหลาบชนิดอื่น ทว่าไม่เป็นที่นิยมเหมือนกุหลาบสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีสีสันสวยงามในท้องตลาดทั่วไป
            สำหรับความเป็นมาของดอกกุหลาบ สีดำที่นำมาขยายพันธุ์ที่โครงการหลวงขณะนี้ นำเข้ามาจากประเทศเยอรมัน โดยคุณสืบศักดิ์ นวจินดา ผอ.ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศเยอรมนี แล้วพบว่ามีกุหลาบสายพันธุ์แบล็กโรส หรือกุหลาบดำ มีสีสันสะดุดตา ตามปกติแล้ว กุหลาบส่วนใหญ่จะมีสีแดงเป็นหลัก แต่กุหลาบพันธุ์ดังกล่าว มีลักษณะสีแดงเข้มมากเหมือนสีเลือดหมูจนเกือบดำเหมือนกำมะหยี่ ดอกเมื่อบานเต็มที่มีขนาดใหญ่ จึงนำกุหลาบพันธุ์ดังกล่าวมาปลูกครั้งแรกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ระยะแรกประสบปัญหากุหลาบมีกิ่งใหญ่ แต่ดอกเล็กเนื่องจากขาดการบำรุงที่ต้องใช้ปุ๋ยสูตรเฉพาะ ที่มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียมผสมผสานกัน ต้องใช้เวลาหลายปีจึงสามารถพัฒนาสายพันธุ์ให้เข้ากับภูมิอากาศบ้านเราจนให้ผลผลิตมีดอกใหญ่เหมือนดินแดนต้นกำเนิดคือประเทศเยอรมนีไม่ผิดเพี้ยน
***ดอกกุหลาบสีดำนำเข้ามาจำหน่ายเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรกโดยมิสลิลลี่ ซึ่งมาจากประเทศฮอลแลนด์ โดยนำเข้ามาประมาณ 300 ดอก จำหน่ายดอกละ 600 บาท***





วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

 ตำนานดอกดอกไฮยาซิน


                 " ดอกไฮยาซิน " เป็นดอกไม้ที่ฝรั่งชอบกันมาก  สาวไทยเราก็เห็นกันบ่อย ๆ ในแม่น้ำลำคลอง  เพราะมันก็คือ  " ดอกผักตบชวา "  นั่นเอง  ตำนานของดอกไม้ดอกนี้ค่อนข้างเศร้าเป็นบทเรียนถึงแรงริษยาที่ทำลายชีวิตบริสุทธิ์ให้พินาศไป  ว่ากันว่า  " ไฮยาซิน " เป็นชื่อของพระราชกุมารโอรสของกษัตริย์องค์หนึ่ง  พระโอรสองค์นี้ทรงหล่อมาก ๆ  จนแม้แต่เทพอย่าง " อพอลโล่ "  ก็ยังมาติดเนื้อต้องใจแวะเวียนมาหาอยู่บ่อย ๆ จนในที่สุดก็ลืมกลับสวรรค์ไปเลย  แต่คนหล่อ ๆ  ก็ต้องมีคนหมายปองเป็นธรรมดา  นอกจากอพอลโล่แล้วเทพเจ้าลมตะวันตก  " เชอฟีรัส " ก็แอบหลงรักไฮยาซินอยู่เหมือนกัน 


                 เซอฟีรัสพยายามรอจังหวะที่อพอลโล่จะกลับสวรรค์เสียที่  ตัวเองจะได้เข้ามาจีบเจ้าชายรูปงามบ้าง  แต่รอเท่าไรอพอลโล่ก็มัวแต่กินเด็กไม่ยอมไปไหน  ความรักของเซอฟิรัสก็เลยเปลี่ยนเป็นความหึงและความเกลียด  เมื่อฉันไม่ได้คนอื่นก็อย่าหวังจะได้  ว่างั้นเถอะ  วันหนึ่งอพอลโล่กับไฮยาซินเล่นขว้างจักรกัน  แต่เมื่อถึงตาที่อพอลโล่เป็นคนขว้างไปหาคนรัก  เซอฟีรัสได้ทีก็เลยแกล้งออกแรงเป่าลมไปที่จักร  


               ทำให้มันพุ่งแรงกว่าที่อพอลโล่ตั้งใจ  พุ่งไปปักอกของเจ้าชายไฮยาชินจนขาดใจตายคาที่  อพอลโล่รีบวิ่งไปประคองคนรักแต่ก็ตายเสียแล้ว  เทพอพอลโล่ผู้ไม่อยากจะพรากจากคนรักจึงเสกให้เลือดของไฮยาชินที่ไหลท่วมกลายเป็นดอกไม้แสนงามสีแดงกลายเป็นสีม่วงอย่างที่เห็นจนถึงทุกวันนี้



ตำนานดอกโบตั๋น "ราชาแห่งดอกไม้"


       แต่กาลก่อนที่บนโลกใบนี้มิได้มีการกำหนดว่า ดอกไม้ดอกใดให้เป็นที่สุด เป็น "ราชาแห่งดอกไม้"ทำให้เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ดอกไม้นานาพรรณต่างก็แข่งขันกันชูช่อเบ่งบานอวดให้ดวงตะวันชื่นชมความสวยงามของตนด้วยความที่ไม่อยากให้มวลหมู่ดอกไม้ทะเลาะเบาะแว้งกันไปมากกว่านี้
               ครั้งหนึ่งดวงตะวันจึงจัดประกวดดอกไม้ขึ้นโดยดวงตะวันจะเป็นกรรมการตรวจตรามวลหมู่ดอกไม้ทั้งหมดด้วยตัวเองว่าดอกไม้ดอกไหนกันแน่ที่เป็น "ราชาแห่งดอกไม้" ตัวจริง
            ตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนบรรดาเด็กๆ จะลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตะวันก็เริ่มออกทำงานเสียแล้วดวงตะวันเดินท่อมๆ ตั้งแต่ทิศตะวันออกไปจรดทิศตะวันตกพิศมองดอกไม้ทั้งหลายทั้งมวลว่ามีลักษณะเช่นไรบ้าง ช่อสูงเท่าไหร่ ดอกใหญ่เพียงไรกลีบมีกี่ชั้น หอมหรือไม่ สีสันมีกี่แบบ มีพี่น้องมากมายขนาดไหน ฯลฯ ทุกวัน
             ดวงตะวันต้องยุ่งเช่นนี้จนกระทั่งฟ้ามืด .... ไม่ว่าจะแห่งหนตำบลใดเมื่อดวงตะวันเดินทางผ่านดอกไม้ส่วนใหญ่ก็จะรีบเผยกลีบอวดชูความสวยสดของตนเองขณะที่บางดอกก็พยายามเอาใจดวงตะวันแอบกระซิบว่า  ตนเองจะเปลี่ยนชื่อโดยใส่คำว่า "ตะวัน" เข้าไปในชื่อด้วย

          ส่วนบางดอกก็พยายามติดสินบนด้วยการส่งน้ำดอกไม้ให้ดวงตะวันชิมบ้างก็พยายามแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนโค้งคำนับอย่างสวยงามเมื่อดวงตะวันเดินผ่าน .....ผ่านมาหลายบ่าย ดวงตะวันก็ยังตกลงปลงใจไม่ได้เสียทีว่าจะยกให้ใครเป็น "ราชาแห่งดอกไม้" ดี
         จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อดวงตะวันผ่านมายังนครลั่วหยาง บ้านของดอกโบตั๋นแต่กลับไม่พบโบตั๋นสักดอกออกมาแสดงการต้อนรับดังเช่นที่ผ่านมาเห็นดังนั้น ดวงตะวันจึงรู้สึกไม่พอใจและนึกในใจว่า "เจ้าดอกโบตั๋น!ดอกไม้ทั้งหลายเมื่อเห็นข้าต่างก็กุลีกุจอออกมาต้อนรับขับสู้ ดี!ข้าก็อยากรู้นักว่าเจ้าจะแน่ จะเลิศเลอสักแค่ไหน ....."
         กล่าวจบดวงตะวันจึงแปลงกายเป็นชายแก่เคราขาวดกเดินเข้าไปในสวนโบตั๋นในสวนโบตั๋น ดวงตะวันในร่างชายแก่จึงพบว่าเหล่าโบตั๋นนั้นงดงามกว่าดอกไม้ใดๆที่ตนเคยพบเห็นมาทั้งหมด บรรดาโบตั๋นต่างมีกลีบดอกบางที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ นับไม่ถ้วนสีสันต่างก็สดสวยทั้งขาว แดง เหลือง ม่วง เขียว ฯลฯ บ้างบนกลีบก็ไล่โทนสีจากอ่อนไปแก่
            บางดอกใหญ่โตดูโอฬารสูงถึง 2-3 เมตร ส่วนดอกที่ยังเล็กๆ ต่างก็แอบชื่นชมดอกใหญ่อยู่ในทีโดยโบตั๋นแต่ละดอกต่างก็มีเอกลักษณ์ของตนเองแตกต่างกันไป
            หลังจากกลับออกมาจากสวนโบตั๋น ....เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงตะวันก็ประกาศยกให้ "โบตั๋นเป็นราชาแห่งดอกไม้ทั้งมวล "โดยไม่มีดอกไม้อื่นใดในโลกหล้ากล้าส่งเสียงคัดค้านแต่อย่างใด


ดอกโบตั๋น หรือ หมู่ตาน เป็นดอกไม้ที่มีความหมายพิเศษสำหรับชาวจีน โดยนับแต่อดีตถึงปัจจุบันชาวจีนส่วนใหญ่ถือว่า โบตั๋น เป็นหนึ่งในดอกไม้สัญลักษณ์ของประเทศ เพราะนอกจากมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีนแล้ว ยังเป็นที่นิยมและมีปลูกกันอย่างแพร่หลาย ในปี พ.ศ.2446 (ค.ศ.1903) ขณะที่จีนยังอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงนั้น ราชสำนักชิงได้ประกาศให้โบตั๋นเป็นดอกไม้ประจำชาติจีน แต่เมื่อจีนเปลี่ยนระบอบการปกครองกลายเป็นสาธารณรัฐจีน ก็เปลี่ยนมาใช้ดอกเหมย (เหมยฮวา) เป็นดอกไม้ประจำชาติ โดยถึงปัจจุบันคนไต้หวันนั้นก็ยังถือว่า ดอกเหมยเป็นดอกไม้ประจำของเกาะไต้หวันอยู่ ต่อมาเมื่อจีนเปลี่ยนการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ.2492 (ค.ศ.1949) จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการทำการสำรวจความเห็นของประชาชน และประชาชนส่วนมากก็ยกให้ดอกโบตั๋นเป็นดอกไม้ประจำชาติหลายครั้ง แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเห็นที่แตกต่างและการถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้นในที่ประชุมใหญ่สภาประชาชนจีน จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีมติรับรองให้ดอกโบตั๋นเป็นดอกไม้ประจำชาติจีนอย่างเป็นทางการเสียที (ขณะที่ฮ่องกงนั้น ใช้ดอกจื่อจิง เป็นสัญลักษณ์ประจำเกาะ) ดังเช่นที่นิทานข้างต้นกล่าว ลั่วหยางถือเป็นบ้านของดอกโบตั๋น ทำให้ลั่วหยางมีอีกชื่อเล่นอีกชื่อหนึ่งว่า นครโบตั๋น



ก่อน ราชวงศ์สุย (ค.ศ.581-618) -ราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) ดอกโบตั๋นไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายเท่าใดนัก โดยชาวจีนทราบกันตั้งแต่ในสมัยฮั่นตะวันออก (ค.ศ.25-220) ว่าพืชชนิดนี้มีคุณสมบัติสามารถทำเป็นยา (รากของดอกโบตั๋นสามารถใช้ทำเป็นยาเพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับระดูผิดปกติในสตรี โรคหืด โรคชักได้) จนกระทั่งในสมัยของบูเช็กเทียน (อู่เจ๋อเทียน) จักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีนขึ้นครองราชย์ ด้วยความที่พระองค์ทรงโปรดดอกโบตั๋นมาก จึงทำให้โบตั๋นกลายเป็นดอกไม้ที่แพร่หลายในเมืองฉางอาน เมืองหลวงของจีนในสมัยถัง โดยทั้งนี้ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แหล่งกำเนิดของดอกโบตั๋นในประเทศจีนก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด บ้างว่าพระนางบูเช็กเทียนนำดอกไม้ชนิดนี้มาจากบ้านเกิดบ้างว่านำมาจากจิงโจว


  ครั้งหนึ่งกลางฤดูหนาว  พระนางบูเช็กเทียนอยากชมดอกไม้ จึงออกคำสั่งให้ดอกไม้ทั้งหมดในเมืองฉางอานบาน ด้านเทพดอกไม้ต่างๆ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ตกใจกลัวพากันบานโดยพร้อมเพรียง จะมีแต่ก็เพียงเทพเจ้าดอกโบตั๋นเท่านั้นที่แข็งขืนไม่ยอมบาน เนื่องจากเห็นว่ายังไม่ถึงฤดูกาล หากดอกโบตั๋นบานก็จะเป็นการผิดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ 




          ด้านพระนางบูเช็กเทียนเมื่อเห็นว่าดอกโบตั๋นไม่ยอมบาน จึงสั่งให้ขุนนางเอาไฟเผาที่ต้นเสียจนดอกโบตั๋นต้องยอมบาน  เรื่องนี้เป็นตำนานที่เล่ากันต่อๆ มาว่าทำไมก้านดอกโบตั๋นจึงแห้งและมีสีเข้มเหมือนถูกไฟเผา

**อย่างไรก็ตาม เรื่องยังไม่จบเพราะแม้สุดท้ายดอกโบตั๋นจะยอมบาน แต่พระนางบูเช็กเทียนก็ทรงยังไม่พอพระทัย สั่งให้ย้ายดอกโบตั๋นทั้งหมดออกจากฉางอานไปยังลั่วหยาง และนี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมลั่วหยางจึงกลายเป็นถิ่นถาวรของดอกโบตั๋นในที่สุด 
ดอกโบตั๋นสำหรับชาวจีน นอกจากจะมีความหมายเกือบจะเป็นดอกไม้ประจำชาติแล้ว เนื่องจากความใหญ่อลังการของลักษณะดอก ยังทำให้โบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ถึงความเป็นผู้ดี ความร่ำรวยและฐานะอันสูงส่ง

                ในจีนสมัยโบราณ ดอกโบตั๋นที่สวยๆ นั้นมีการเพาะเลี้ยงกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในหมู่ชนชั้นสูง เป็นงานอดิเรก เพื่อความสวยงาม จนถึงขั้นเพาะเพื่อประมูลขายกันในราคาเสียดฟ้า ดังเช่นที่ ไป๋จวีอี้ กวีถัง หนึ่งในสุดยอดกวีแห่งประวัติศาสตร์จีนระบุไว้ในบทกวีที่ชื่อว่า ซื้อดอกไม้ ว่า อี้ฉงเซินเซ่อฮวา สือฮุจงเหรินฝู้ ความหมายของบทกวีท่อนนี้ พยายามสะท้อนให้เห็นว่า ในขณะนั้น โบตั๋นเพียงไม่กี่ดอกยังมีมูลค่ามากกว่าเงินภาษีของชนชั้นกลางสิบคนเสียอีก ภาพที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางด้านรายได้ และความเป็นอยู่ของประชาชนที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน โดยเพียงแค่ไม่ดอกของเล่นชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งของเศรษฐีบรรดาสามัญชนก็มิมีสิทธิ์ที่จะคิดหรือฝันถึง ด้วยเหตุนี้ทำให้ในสมัยก่อนสามัญชน รวมไปถึงกวีชาวจีนบางกลุ่มจึงไม่นิยมชมชอบดอกโบตั๋นเท่าไรนัก แต่หันไปชื่นชมดอกไม้อื่นที่ สวยงาม และ เรียบง่ายกว่าแทน เมื่อได้อ่านบทกวีดังกล่าวแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ เพราะ ถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปเพียงใด 'ประวัติศาสตร์' ก็ยังคงเป็นกงล้อที่หมุนทับรอยเดิมจริงๆ



      ปัจจุบัน ทุกปีในช่วงเดือนเมษายน ที่เมืองลั่วหยางจะมีการจัดเทศกาลดอกโบตั๋น อย่างอลังการ คึกคัก และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเทศกาลดอกโบตั๋นนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาจากทุกสารทิศ ทั้งในจีนและต่างประเทศ จนทำให้ในช่วงเดือนเมษายน ที่พัก โรงแรม และทัวร์มาลั่วหยางนั้นจะมีราคาแพงกว่าช่วงเวลาอื่นๆ สำหรับแหล่งชมดอกโบตั๋นที่มีชื่อเสียงมากในเมืองลั่วหยางนั้นได้แก่ สวนสาธารณะหวังเฉิง ที่มีสวนปลูกดอกโบตั๋น 500 กว่าพันธุ์รวม 3 พันกว่าต้น และตั้งอยู่บนพื้นที่อันเป็นที่ตั้งเดิมของพระราชวังของกษัตริย์จีนในสมัยโจวตะวันออก




ตำนานดอกเอื้องผึ้ง จันผา


เรื่องราวตำนานของ สาวเอื้องผึ้ง และ หนุ่มจันผา เท่าที่ค้นคว้าหามาได้ พบเจอเพียง 2 ตำนานที่ ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก โดยตำนานหนึ่ง ได้กล่าวถึง เจ้าเอื้องผึ้งซึ่งเป็นคู่รักกับเจ้าจันทน์ผา จำใจต้องแต่งงานกับเจ้าจ๋วง เจ้าเอื้องผึ้งเสียใจที่ไม่ได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรักจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากหน้าผา เจ้าจันทน์ผาตามมาพบว่าเจ้าเอื้องผึ้งได้กระโดดหน้าผาไปแล้วจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตามคนรักตกไปอยู่ใกล้กัน


และเจ้าจ๋วงได้เห็นหญิงที่ตนรักกระโดดหน้าผาไปจึงรู้สึกเสียใจและตัดสินใจกระโดดหน้าผาตามลงไปด้วยแต่กระเด็นห่างออกไป ด้วยความรักแท้ระหว่างเจ้าเอื้องผึ้งและเจ้าจันท์ผา ในชาติต่อมาเจ้าเอื้องผึ้งจึงเกิดเป็นดอกกล้วยไม้เกาะอยู่ใต้ต้นจันทน์ผา   และเจ้าจ๋วงก็เกิดเป็นต้นสน ณ จุดที่ตกไปนั้นเอง ( จ๋วงเป็นภาษาเหนือแปลว่าต้นสน เอื้องผึ้งแปลว่ากล้วยไม้) หน้าผาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ผาชู้นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา....


สาวเอื้องผึ้งและหนุ่มจันผานั้นเป็นคู่รักกัน ทั้งสองสัญญากันว่าจะรักกันตลอดไป ไม่มีวันพรากจากกัน ถ้าหากแม้นคนหนึ่งตายไป อีกคนหนึ่งก็ไม่ขออยู่ต่อ และแล้วโศกนาฏกรรมก็มาถึงโดยที่ไม่มีใครคาดคิด
จันผาพาเอื้องผึ้งไปเที่ยวที่ดอย(ภูเขา) ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งงอกอยู่ที่ต้นไม้ริมผา มีสีเหลืองอ่อน-เข้มแซมกันไป กลิ่นของมันหอมอ่อนๆ เขาคิดว่าคนรักของตนคงจะชอบ จึงปีนไปเก็บดอกไม้ชนิดนั้นอย่างระมัดระวัง แม้เอื้องผึ้งจะห้ามแต่จันผาก็ยังพยายามจะไปเด็ดดอกไม้มาให้ได้ และแล้วในที่สุดสิ่งที่เอื้องผึ้งกลัวก็เป็นความจริง จันผาพลาดตกลงไปในเหว เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลที่ยากแก่การเยียวยา ชายหนุ่มคอหักตายสนิท เอื้องผึ้งร่ำไห้ประหนึ่งหัวใจแตกสลาย เธอไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไปจึงวิ่งเอาหัวชนกับแง่หินที่หน้าผาหวังตายตามคนรักเหมือนที่เคยให้สัญญาว่าจะรักกันตลอดไป 

           ดอกไม้ที่จันผาพยายามจะเก็บนั้น ต่อมาคนให้ชื่อว่า ดอกเอื้องผึ้ง
           ส่วนที่ๆจันผาตกลงไปตาย ก็มีต้นไม้ชนิดหนึ่งงอกขึ้นมา ผู้คนกล่าวขานเรียกว่า ต้นจันผา
เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ความรักที่ยั่งยืนของคนทั้งคู่ตลอดไป……




เอื้องผึ้งบนหนึ่งผาหน้าน้ำตก 
บุษราคัมแซมหยกปกแผ่นหิน

บนเงื้อมโง้งบนโค้งคุ้งรุ้งเลื่อมริน
ประดับดินประดับใจใครบางคน
เสน่หาเจ้ากระจายในสายลม
ซ่านกำซาบสาปผสมกับลมฝน
ลำแสงลอดเมฆมาเสกมนต์
ให้เจ้าเด่นเช่นมาดลจนใจรัก
ตำนานว่าคู่ชีวามาพรอดพร่ำ
ชวนชี้นำนางชมนกอย่างปกปัก
ผาพฤกษาแหวกกว้างพลางทายทัก
และแนะให้ได้รู้จักมาลางาม
นวลนางผู้หลงไหลใคร่เชยชม
จึงลงก้มเด็ดโดยแม้โหยห้าม
เอื้อมมือลงสุดล้าคราผลีผลาม
นางถลำลื่นร่วงจากห้วงหิน
กระแทกร่างลงตรงมาลานั้น
วิญญาณอันห่วงใยก่อนใจสิ้น
ก็แลกร่างกับเอื้องผึ้งชึ่งร่วงริน
น้ำตาริ้นอาลัยให้นวลนาง
หนุ่มผู้พานางมาหาความตาย
ใจสลายคว้าไขว่ได้เพียงร่าง
สาบานรักมั่นไว้ไม่จืดจาง
พลัดทอดร่างหล่นผามาตามกัน
เอื้องผึ้งบนหนึ่งสุสานเหงา
จันผาเฝ้าเคลียคลอไม่ขอหวั่น
มิได้สมครั้งยังเป็นเช่นชู้นั้น
จันผามั่น เคียง เอื้องผึ้ง ก็ พึงใจ

(ม้าก้านกล้วย)